Co-Food Manufacturing Supply Chain ที่สอดคล้องกับ U.S. FDA เพื่อส่งขายอเมริกา สำหรับผู้ขาย AMAZON ที่ไม่มีโรงงานของตัวเอง

มีไอเดียธุรกิจนำอาหารขายบน AMAZON แต่ไม่มีโรงงานตัวเองขายได้หรือไม่

คนที่มีไอเดียอยากนำอาหารไปจำหน่ายบน แพลทฟอร์มขายสินค้าออนไลน์เจ้าดังอย่าง AMAZON ซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่งของตลาดออนไลน์ในสหรัฐอเมริกา แต่ไม่มีโรงงานอาหารเป็นตัวเอง ไม่มีความรู้เรื่องกฎระเบียบ U.S.FDA จะสามารถทำได้หรือไม่และจะเริ่มต้นอย่างไร

คำถามแรกถามว่าทำได้หรือไม่ แน่นอนว่าโดยหลักการ “ทำได้” เนื่องจาก AMAZON ผู้ให้บริการเขาต้องการยืนยันตัวตนทั้งในรูปแบบของบุคคลธรรมหรือบริษัท แต่สำหรับการนำสินค้าจากโรงงานที่ผลิตอาหารเราก็ควรมีการพูดคุยตกลงกับทางโรงงานผู้ผลิต ไม่นำสินค้าเขามาขายโดยที่ทางผู้ผลิตเจ้าของแบรนด์ไม่ได้อนุญาตและไม่ควรทำผิดโดยการจดทะเบียนสถานที่ผลิตกับ U.S. FDA แต่มิได้เป็นสถานที่ผลิตสินค้าและมีกิจกรรมการควบคุมอันตรายด้านความปลอดภัยสินค้าที่เป็นไปตามข้อกำหนดของ U.S.FDA จริง  การดำเนินการไม่ถูกต้องถือว่าเป็นการให้ข้อมูลเท็จ เพราะการจดทะเบียนกับทาง U.S. FDA เมื่อกรอกข้อมูลระบบให้ยีนยันว่าข้อมูลดังกล่าวถูกต้องตามข้อเท็จจริง การให้ข้อมูลเท็จถือเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย ความผิดสำเร็จตั้งแต่การให้ข้อมูลเท็จในการจดทะเบียน  หาก AMAZON พบว่าข้อมูลใดไม่ถูกต้องก็อาจถูกยกเลิกบัญชีที่ได้ลงทุนทำโปรโมทร้านไปเยอะแล้ว และเมื่อ U.S. FDA สุ่มตรวจสินค้า สุ่มตรวจสถานที่ผลิต และขอเอกสารต่างๆ ตามกฎหมาย Food Safety Modernization Act (FSMA) อาจไม่สามารถจัดส่งให้ได้สุดท้ายสินค้าก็ถูกปฎิเสธการนำเข้า สถานที่ผลิตดังกล่าวก็นำไปสู่การแจ้ง Import Allert หากโรงงานที่เขาผลิตสินค้าปกติไม่ได้ผลิตเพื่อส่งออกไปอเมริกา โรงงานเขาอาจเป็นไปตามาตรฐานทั่วไปสามารถส่งขายภายในประเทศและประเทศอื่นๆ ได้ แต่ไม่สอดคล้องกับข้อกำหนด U.S.FDA  เมื่อสุ่มตรวจแล้วพบว่ามีการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามกฎระเบียบ สินค้าก็ถูกกักแจ้งให้ผู้ผลิตแก้ไข แจ้งขอเอกสารด้านมาตรฐานความปลอดภัยอาหารและสินค้าก็มีโอกาสเข้าสู่ Impprt Allert การเข้า Import Allert จะทำให้ทุหครั้งที่สินค้าถูกนำเข้าไปจะถูกกักอัตโนมัติโดยไม่ต้องตรวจสินค้า   เกิดความเสียหายต่อธุรกิจ  

เมื่อจะเริ่มส่งออกอาหารไปสหรัฐอเมริกา ผู้เริ่มต้นส่งออกอาหารไปอเมริกาบางรายก็เริ่มต้นจากการรีบไปจด U. S FDA ต้องไปเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าจะจำหน่ายสินค้าได้หรือไม่ โรงงานที่ผลิตสามารถผลิตสินค้าได้สอดคล้องตามข้อกำหนดของ U.S.FDA หรือไม่. สุดท้ายแล้วอาจไม่สามารถส่งออกสินค้าได้ก็ได้ การจดทะเบียน U.S. FDA นั้นไม่ต้องรีบและการให้ Cert รับรองการจดมาก็ไม่ได้ยืนยันว่าการผลิตสินค้านั้นปลอดภัยมีขั้นตอนการผลิตเป็นไปตามข้อกำหนดของ U.S.FDA มีผู้ประกอบการหลายรายพยายามนำ Certificate จากบริษัทเอกชนมาแสดงแล้วบอกว่าได้ U.S.FDA แล้วส่งออกได้เลย นั้นเป็นความเข้าใจผิดเพราะสถานที่ผลิตสินค้าต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ U.S. FDA ตามประเภทของผลิตภัณฑ์ด้วย การจดทะเบียนกับ U.S.FDA นั้นเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำก็จริง แต่ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวที่ต้องทำ และไม่ต้องรีบทำหากโรงงานสถานที่ผลิตยังไม่พร้อมที่ผลิตให้สอดคล้องตามข้อกำหนดไม่อย่างนั้นอาจเสียค่าใช้จ่ายฟรี ผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาสินค้าถูกกัก ถูกสั่งทำลาย หรือส่งคืนประเทศต้นทาง จะทราบดีว่าผู้ให้บริการจดทะเบียนที่โฆษณาว่าดำเนินการได้รวดเร็ว อาจไม่สามารถจะช่วยเหลือให้คำแนะนำแก้ไขปัญหาอะไรได้เมื่อ U.S.FDA สั่งกักสินค้าและถูก U.S.FDA ยกเลิกการจดทะเบียนเพื่อพบว่าสถานที่ที่จดทะเบียนไม่ได้เป็นไปตามข้อเท็จจริง  ผู้ส่งออกต้องหาทางแก้ไขปัญหาเอง

การนำสินค้าอาหารส่งออกไปจำหน่ายสหรัฐอเมริกาสำหรับผู้ขาย AMAZON ที่ไม่มีโรงงานเป็นของตัวเองควรดำเนินการดังนี้

  1. Product Design and Development : เมื่อจะเริ่มส่งออกสินค้าอาหารไปอเมริกาเราจำเป็นต้องเริ่มรู้จักผลิตภัณฑ์ของตัวเองว่าจะมีส่วนผสมสำคัญอะไรบ้างส่วนผสมดังกล่าว ทาง S. FDA อนุญาตให้ใส่เป็นส่วนผสมในสินค้าอาหารได้หรือไม่ สินค้าบางอย่างอาจส่งได้หากผลิตในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แล้วส่งไปจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา แต่สินค้าชนิดเดียวกันหากผลิตจากวัตถุดิบในประเทศไทยอาจไม่สามารถส่งได้
  2. Process Design: กระบวนการผลิตนี้จำเป็นต้องปรึกษากับทางโรงงานผู้ผลิตว่าด้วยแนวคิดผลิตภัณฑ์ของตัวเองมีโรงงานที่ไหนสามารถที่จะผลิตได้บ้าง และการผลิตดังกล่าวเป็นการผลิตตามกฎระเบียบใดของ S.FDA เพราะกระบวนการผลิตที่ต่างกันทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ต่างกันและมีข้อกำหนดของ U.S. FDA ที่ต้องปฏิบัติตามที่แตกต่างกัน
  3. Co-Manufacturing Supply Chain Design: ด้วยพลวัตทางอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไปกิจกรรมการผลิตของการผลิตสินค้า 1 ชนิดอาจไม่ได้มีการผลิตเพียงโรงงานเดียว อาจเตรียมวัตถุดิบโรงงานที่โรงงานหนึ่ง และมีการผสมการปรุงสุกอีกโรงงานหนึ่ง การบรรรจุอีกโรงงานหนึ่ง และมีการติดฉลากรวมหน่วยอีกโรงงานหนึ่ง สถานที่ผลิตมีกิจกรรมควบคุมอันตรายที่แตกต่างกัน การจัดทำเอกสาร Food Safety Plan เพื่อให้เป็นไปตามข้อกหนดตามกฎหมาย Food Safety Modernization Act (FSMA) โดยเฉพาะในส่วนของ Supply Chain Preventive Controls หรือ Supply Chain Program ตามกฎหมายมีความสำคัญมากในการวิเคราะห์และกำหนดมาตรการการควบคุมที่เหมาะสม
  4. จัดทำเอกสารรองรับตามกฎระเบียบ S.FDA และการจดทะเบียน U.S. FDA เมื่อเรามีแนวคิดผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์  ทราบกระบวนการผลิต และโรงงานที่ผลิตแล้ว เราก็สามารถทราบว่าโรงงานมีมาตรฐานความปลอดภัยพื้นฐานอะไรบ้าง ยังขาดอะไรบ้างที่ต้องทำ ในขันตอนนี้หากมีโรงงานที่รับจ้างผลิตหลายๆ ที่คงต้องพิจารณาจากมาตรฐานพื้นฐานตามกฎหมายของ U.S.FDA ก่อน เช่น โรงงานมี Preventive Controls Qualified Individual (PCQI) หรือไม่ มีความเข้าใจในการจัดทำ Food Safety Plan หรือไม่ สามารถจัดทำเอกสารรองรับการทวนสอบของผู้นำเข้าและการตรวจของ U.S.FDA ได้หรือไม่  หากยังไม่มีแต่โรงงานมีระบบ HACCP อยู่ก็น่าจะปรับต่อยอดไม่ยาก แต่หากโรงงานไม่มีระบบพื้นฐานอะไรเลย ไม่ได้นำโปรแกรมพื้นฐานเช่น GMP หรือ GHPs มาใช้ที่สถานที่ผลิตเลยก็ต้องให้นำโปรแกรมพื้นฐานมาใช้ก่อนที่จะเริ่มผลิตสินค้า  กรณีที่โรงงานผลิตสินค้ารับ work-in process มาจากโรงงานอื่นก็ต้องมีการประเมินความเสี่ยงและกำหนดมาตรการการควบคุมที่เหมาะสมและสอดคล้องตามกฎระเบียบของ U.S.FDA
  1. การสื่อสารกับ S.FDA แนวทางการปฏิบัติจอง U.S.FDA ไม่ได้เน้นการตรวจรับรองจากบุคคลที่ 3 แต่เน้นการปฏิบัติตามกฎหมายเป็นหลัก การตรวจของ U.S. FDA ก็เดินทางมาตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ U.S. FDA เดินทางมาจากสหรัฐอเมิรกามาตรวจโรงงานในประเทศไทยเอง รวมทั้งการสุ่มตรวจสินค้าและเอกสารที่เกี่ยวข้องเมื่อสินค้านำเข้าสหอเมิรกา ก็ดำเนินการโดยเจ้าหน้า U.S.FDA เอง เมื่อพบปัญหาเกิดขึ้นก็จะติดต่อมายัง โรงงานผลิตสินค้าอาหาร หรือผู้นำเข้า ประวัติการถูกสุ่มตรวจแล้วพบว่า พบการไม่เปฏิบัติตามกฎหมาย และรายละเอียดต่างๆ ทาง U.S.FDA ก็ประกาศออกสื่อสาธารณะทางเว็บไซต์และฐานข้อมูลของ U.S.FDA ที่คนทั่วไปเข้าถึงได้  ทางโรงงานผู้ผลิตจำเป็นต้องมีคนที่สามารถสื่อสารและตอบสนองจากการติดต่อของ U.S.FDA ได้ เพราะ U.S.FDA จะประสานงานมาเมื่อจะเข้าตรวจโรงงาน สุ่มตรวจโรงงาน หรือสินค้าแล้วพบปัญหาที่ฝ่าฝืนข้อกำหนด

หากจะเริ่มส่งสินค้าอาหารบนร้านค้าออนไลน์ใน AMAZON ก็ทำความเข้าใจใน 5 ขั้นตอนข้างต้นก่อน เพราะเป็นขั้นตอนสำคัญที่ทำให้ขายอาหารบน AMAZON ได้อย่างยั่งยืน  ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ได้ยุ่งยากจนทำไม่ได้หากเข้าใจกฎระเบียบของ U.S.FDA ที่ชัดเจนก็สามารถออกแบบซัพพลายเชนเพื่อขายอาหารได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ระเบียบของ U.S.FDA ในบางระเบียบไม่ได้บังคับใช้ทุกผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดมีรายละเอียดข้อบังคับที่แตกต่างกัน  จะเริ่มต้นขายของบน AMAZON ไม่ต้องรีบจดทะเบียน U.S.FDA เพราะไม่ได้เป็นสิ่งที่จะยืนยันว่าโรงงานจะสามารถผลิตสินค้าได้ปลอดภัยสอดคล้องกับข้อกำหนดของ U.S.FDA การรีบจดทะเบียนโดยไมไ่ด้ทำความเข้าใจระเบียบของ U.S.FDA จริงๆ อาจเสียเงินเปล่า เพราะการผลิตของโรงงานก็ต้องผลิตให้เป็นไปตามข้อกำหนด และมีเอกสารด้านความปลอดภัยอาหารอื่นๆพร้อมรองรับการตรวจจาก U.S.FDA และการทวนสอบของผู้นำเข้าที่ถูกบังคับให้ผู้นำเข้าต้องทวนสอบตามกฎหมาย FSMA

หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อขอคำแนะนำเบื้องต้นกับ ดร.เจษฎา ที่  LINE ID: @jedsada  หรือติดต่อทีมงานผู้ช่วย LINE ID: @beyondstards