อันตรายด้านความปลอดภัยอาหารในโลกปัจจุบันมีทั้ง ความเหมือนและความแตกต่าง จากอดีต เนื่องพลวัตของอุตสาหกรรมอาหาร ที่โซ่อุปทานอาหารที่ซับซ้อนขึ้น และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อระบบตรวจสอบความปลอดภัยอาหาร
1. อันตรายทางชีวภาพ (Biological Hazards)
- อดีต: อันตรายทางชีวภาพเป็นปัญหาหลัก เช่น การปนเปื้อนของแบคทีเรีย Salmonella, E. coli, Listeria ที่เกิดจากสุขอนามัยไม่ดีในการผลิตอาหาร
- ปัจจุบัน: ปัญหาทางชีวภาพยังคงอยู่ แต่ซับซ้อนขึ้น เช่น การดื้อยาปฏิชีวนะในเชื้อโรค (antibiotic-resistant bacteria), การปนเปื้อนของไวรัส (Norovirus, Hepatitis A), และอันตรายจากการก่อการร้ายทางชีวภาพ (Bioterrorism)
2. อันตรายทางเคมี (Chemical Hazards)
- อดีต: การตรวจสอบสารเคมีอันตรายมักใช้การประเมินที่เรียบง่าย หากไม่พบความเสี่ยงก็ถือว่า “ปลอดภัย” และก็มักอ้างอิงจากผลตรวจเช่น Certificate of Analysis (COA)
- ปัจจุบัน: อันตรายทางเคมีซับซ้อนขึ้น เช่น สารก่อภูมิแพ้ (Food Allergens) สารตกค้างจากยาฆ่าแมลงและยาปฏิชีวนะไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนในอาหาร การปลอมปนอาหาร (Food Fraud) เช่น การเติมสาร Melamine ในนม อันตรายเหล่านี้ปนเปื้อนมาจาก การผลิตขั้นต้นจาก suppliers ก่อนส่งเข้าสู่โรงงานผลิต หากโรงงานผลิตอาหารขาดการวิเคราะห์และขากการกำหนดวิธีการปฏิบัติหรือไม่มี Supply Chain Preventive Controls ที่เหมาะสม อันตรายเหล่านี้ก็ไปถึงผู้บริโภคได้
3. อันตรายทางกายภาพ (Physical Hazards)
- อดีต: การตรวจจับโลหะเป็นจุดควบคุมหลัก โดยใช้ Metal Detector เพื่อตรวจสอบสิ่งแปลกปลอมจากเครื่องจักรหรือกระบวนการผลิต
- ปัจจุบัน: ปัญหาอันตรายทางกายภาพไม่ได้จำกัดแค่โลหะ แต่รวมถึงไมโครพลาสติก เศษแก้ว และสิ่งปนเปื้อนที่ตรวจจับได้ยากขึ้น การรับซื้อส่วนผสมจาก Suppliers แล้วนำมาผสมในในขั้นตอนการผลิตในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นส่วนผสมของโลหะจนไม่สามารถใช้เครื่องตรวจจับโลหะได้ จำเป็นต้องพึ่งพามาตรการของ Suppliers แต่หากเราเลือกซื้อจาก Suppliers เพราะให้ราคาที่ถูกมากมากแต่ขาดมาตรการควบคุมอันตรายที่เหมาะสมอันตรายเหล่านี้ก็ไปถึงผู้บริโภคได้
ทำไมสินค้ายังมีอันตราย แม้จะมีมาตรการควบคุมแล้ว?
แม้ว่าจะมี COA และมาตรการตรวจสอบต่างๆ แต่ยังมีอันตรายหลุดรอด เนื่องจาก
- การเน้นควบคุมที่ปลายทางมากกว่าป้องกันตั้งแต่ต้นทาง → ระบบตรวจสอบปลายทาง เช่น End-product testing ไม่สามารถคัดกรองได้ทุกกรณี
- ห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนขึ้น → อาหารและวัตถุดิบมีที่มาจากหลายประเทศ ทำให้การควบคุมทุกจุดทำได้ยาก
- ความผิดพลาดของมนุษย์และการปลอมแปลงข้อมูล → แม้จะมี COA แต่หากข้อมูลถูกบิดเบือนหรือกระบวนการผลิตมีปัญหา อันตรายก็ยังคงเกิดขึ้น
เหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ต่อ JBS Foods (2021) และผลกระทบต่อความปลอดภัยอาหาร
ปี 2021 JBS Foods บริษัทแปรรูปเนื้อสัตว์รายใหญ่ มีสำนักงานใหญ่ในประเทศบราซิล และมีโรงงานผลิตในหลายประเทศรวมถึงสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และแคนาดา ได้ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์แบบ Ransomware
Ransomware เป็นมัลแวร์ที่แฮกเกอร์ใช้เข้ารหัสข้อมูลขององค์กร ทำให้เจ้าของระบบไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลหรือระบบได้ เว้นแต่จะจ่ายค่าไถ่ให้กับแฮกเกอร์เพื่อแลกกับคีย์ถอดรหัส ซึ่งกลุ่มแฮกเกอร์ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้คือ REvil หรือที่เรียกกันว่า Sodinokibi ซึ่งเป็นกลุ่มแฮกเกอร์ที่มีความเชื่อมโยงกับรัสเซีย
ผลกระทบที่เกิดขึ้น
การโจมตีครั้งนี้ทำให้ JBS Foods ต้องหยุดดำเนินการชั่วคราวในโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ในสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และแคนาดา ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารระดับโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา
ระบบการผลิตและการจัดจำหน่ายอาหารหยุดชะงัก
- โรงงานผลิตเนื้อสัตว์ต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนเนื้อสัตว์ในตลาด
- โรงฆ่าสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับ JBS Foods ต้องระงับการดำเนินงาน ส่งผลให้เกษตรกรและผู้ประกอบการขนส่งได้รับผลกระทบ
- ซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนเนื้อวัวและหมู
ผลกระทบต่อราคาสินค้าและเศรษฐกิจ
- การหยุดดำเนินงานของ JBS Foods ส่งผลให้ ราคาผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์สูงขึ้น เนื่องจากอุปทานลดลง
- ความไม่แน่นอนในตลาดทำให้ผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
- แรงงานในอุตสาหกรรมแปรรูปเนื้อสัตว์ต้องหยุดงานชั่วคราว ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม
ภัยคุกคามด้านความปลอดภัยอาหาร
แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ได้ทำให้อาหารปนเปื้อนโดยตรง แต่มีผลกระทบต่อ “ห่วงโซ่อุปทานอาหาร” ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Security & Safety)- การหยุดชะงักของซัพพลายเชน อาจส่งผลให้สินค้าค้างอยู่ในระบบโลจิสติกส์นานขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของ การเน่าเสียหรือการปนเปื้อน หากไม่มีการจัดเก็บที่เหมาะสม
- ความล่าช้าในการจัดส่งสินค้าทำให้ ระยะเวลาการบริโภค (Shelf Life) สั้นลง ส่งผลต่อคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร
- หากระบบตรวจสอบคุณภาพอาหารและการติดตามย้อนกลับ (Traceability System) ถูกแฮ็ก อาจทำให้เกิดความเสี่ยงในการตรวจสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
การจ่ายค่าไถ่ให้แฮกเกอร์
- JBS Foods ยอมจ่ายค่าไถ่เป็นจำนวน 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 350 ล้านบาท) เป็น Bitcoin ให้กับกลุ่ม REvil
- การจ่ายเงินนี้เป็นการตัดสินใจที่ช่วยให้บริษัทสามารถกู้คืนระบบได้เร็วขึ้น แต่ก็ทำให้แฮกเกอร์มีแรงจูงใจในการโจมตีบริษัทอื่นๆ ต่อไป
Cyber Security กับความปลอดภัยอาหาร
เหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ของ JBS Foods แสดงให้เห็นว่า “อุตสาหกรรมอาหารไม่ได้มีความเสี่ยงแค่จากปัญหาด้านชีวภาพหรือเคมี แต่ยังมีภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่สามารถส่งผลกระทบต่อระบบการผลิตและห่วงโซ่อุปทานอาหารได้เช่นกัน”
Cyber Security สำคัญต่อความปลอดภัยอาหารอย่างไร?
ปกป้องระบบการผลิตอาหาร
- โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์และโรงงานอาหารใช้ ระบบควบคุมอัตโนมัติ (Industrial Control Systems – ICS) เช่น SCADA (Supervisory Control and Data Acquisition) ในการจัดการกระบวนการผลิต หากระบบเหล่านี้ถูกแฮก อาจทำให้เครื่องจักรหยุดทำงานหรือถูกเปลี่ยนแปลงค่าการควบคุมจนเกิดอันตราย
- ระบบตรวจสอบคุณภาพอาหาร หากถูกแฮก อาจทำให้เกิดความผิดพลาดในการระบุอาหารที่ปลอดภัยหรือปนเปื้อน
ปกป้องข้อมูลการติดตามย้อนกลับของอาหาร (Food Traceability System)
- อุตสาหกรรมอาหารใช้ Blockchain และ IoT เพื่อติดตามเส้นทางของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์จากต้นทางถึงปลายทาง หากข้อมูลถูกปลอมแปลง อาจทำให้เกิดการปลอมปนอาหาร หรือทำให้การเรียกคืนสินค้า (Food Recall) เป็นไปอย่างล่าช้า
ลดความเสี่ยงจากการปลอมแปลงข้อมูลความปลอดภัยอาหาร
- หากแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลการตรวจสอบคุณภาพ เช่น Certificate of Analysis (COA) หรือผลการตรวจสอบสารปนเปื้อน อาจมีการปลอมแปลงข้อมูลเพื่อให้สินค้าไม่ปลอดภัยเข้าสู่ตลาด
บทเรียนจากเหตุการณ์ JBS Foods (2021)
อุตสาหกรรมอาหารต้องให้ความสำคัญกับ Cyber Security มากขึ้น
- บริษัทอาหารต้องลงทุนในระบบป้องกันไซเบอร์ เช่น การเข้ารหัสข้อมูล การสำรองข้อมูล ระบบเฝ้าระวังการโจมตีไซเบอร์ และ การฝึกอบรมพนักงานให้รู้เท่าทันภัยคุกคามทางไซเบอร์
การมีแผนรับมือ Ransomware เป็นสิ่งจำเป็น
- บริษัทต้องมี แผนกู้คืนระบบ (Disaster Recovery Plan) และ นโยบายความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan – BCP) เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินงานได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องจ่ายค่าไถ่ให้แฮกเกอร์
Cyber Security เป็นส่วนหนึ่งของความปลอดภัยอาหาร
- ในยุคดิจิทัล ความปลอดภัยทางกายภาพและทางชีวภาพของอาหารจะไม่เพียงพออีกต่อไป หากไม่มีการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์
สรุป
ในโลกของ Food Supply Chain ที่เปลี่ยนไปมีการดำเนินงานที่ซับซ้อนมากขึ้น การผลิตสิ้นค้า 1 ชนิดอาจมีสถานที่ผลิตสิ้นค้าหลายโรงงาน และมีเหล่งวัตถุดิบอีกหลายแห่ง การวิเคราะห์อันตรายในโซ่อุปทานต้องเข้าใจที่มาของวัตถุดิบและกำหนดมาตรการควบคุมที่เหมาะสม ไม่ใช่เพียงการหาวิธีการควบคุมที่พอจะมีหลักฐานตอบผู้ตรวจประเมินและผ่านการตรวจประเมินได้ จำเป็นต้องวิเคราะห์ไปถึงกิจกรรมเหตุการณ์ต่างๆ ที่ Suppliers ทำอยู่แลที่เราทำอยู่ รวมทั้งที่ลูกค้าเราต้องทำหลังจากรับสินค้าจากเราไป ที่อาจส่งผลให้เกิดอันตรายในสินค้าได้และเราก็ต้องมองหามาตรการที่เหมาะสมที่สามารถป้องกันได้
เหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ต่อ JBS Foods ในปี 2021 เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรมอาหารกำลังเผชิญกับภัยคุกคามใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Cyber Security ซึ่งส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารและความมั่นคงทางอาหาร การโจมตีแบบ Ransomware ทำให้โรงงานผลิตเนื้อสัตว์ต้องปิดชั่วคราว ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนและราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น
- Cyber Security กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในอุตสาหกรรมอาหาร องค์กรต้องมีมาตรการป้องกันภัยไซเบอร์ที่แข็งแกร่งเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
“ความปลอดภัยอาหารไม่ได้เกี่ยวข้องแค่เรื่องสุขอนามัย แต่ยังรวมถึงความปลอดภัยของระบบดิจิทัลที่ควบคุมอุตสาหกรรมอาหารด้วย”
